ศาลฎีกาได้มีคำสั่งที่ 3791 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2024 ได้พิจารณาคดีเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน (mobbing) โดยได้กำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของนายจ้างและภาระการพิสูจน์ คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพนักงานหญิงที่เรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายทางทรัพย์สินและไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้รับอันเนื่องมาจากพฤติกรรมที่คุกคามจากกระทรวงศึกษาธิการ มหาวิทยาลัย และการวิจัย (MIUR)
ในศาลชั้นต้น ศาลเมืองแฟร์โมได้ยกฟ้องคำร้องของโจทก์ ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์เมืองอันโคนาได้ยืนยันคำตัดสินดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ปฏิเสธการมีอยู่ของการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน โดยเห็นว่าหลักฐานของพฤติกรรมที่คุกคามอย่างเป็นระบบและเจตนาคุกคามนั้นไม่เพียงพอ
การพบว่าไม่มีองค์ประกอบของการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน ไม่ได้หมายความว่าไม่จำเป็นต้องประเมินและตรวจสอบความรับผิดของนายจ้าง
อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างสภาพการทำงานกับความเสียหายต่อสุขภาพของพนักงานอย่างเพียงพอ โดยจำกัดเพียงการยืนยันว่าไม่มีการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน โดยไม่ได้วิเคราะห์ความรับผิดของนายจ้างเพิ่มเติม
ศาลฎีกาได้ยอมรับเหตุผลในการอุทธรณ์ โดยเน้นย้ำว่ามาตรา 2087 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งกำหนดให้นายจ้างต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองสุขภาพและความสมบูรณ์ของพนักงาน แม้จะไม่มีการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน นายจ้างก็อาจต้องรับผิดหากไม่ได้ป้องกันสภาพแวดล้อมการทำงานที่ก่อให้เกิดความเครียด
โดยสรุป คำสั่งดังกล่าวระบุว่า ในกรณีที่พบว่าไม่มีการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน ผู้พิพากษาจะต้องตรวจสอบความรับผิดของนายจ้างสำหรับความล้มเหลวใดๆ ในการใช้มาตรการป้องกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3791/2024 ถือเป็นก้าวสำคัญในการคุ้มครองแรงงาน โดยชี้แจงว่า แม้จะไม่มีการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน นายจ้างก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการรับประกันสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีต่อสุขภาพและปราศจากความเครียด การตัดสินใจนี้เน้นย้ำถึงความรับผิดเชิงรุกของนายจ้างและความจำเป็นในการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของพนักงาน โดยยืนยันถึงความซับซ้อนของประเด็นนี้และความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายที่บังคับใช้อย่างถูกต้อง