เมื่อประชาชนหรือผู้ประกอบการได้รับหนังสือแจ้งเตือนการจดทะเบียนจำนองจากหน่วยงานจัดเก็บภาษี (Agenzia delle Entrate-Riscossione) ปฏิกิริยาตอบโต้ในทันทีคือการหันไปพึ่งพากระบวนการยุติธรรมทางภาษีอากร อย่างไรก็ตาม การกำหนดว่าศาลใดมีเขตอำนาจนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานผู้ออกเอกสาร แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของหนี้ที่เป็นมูลเหตุแห่งคดี ศาลฎีกาแห่งอิตาลีได้มีคำสั่งสำคัญเลขที่ 29686 ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2025 ซึ่งได้วินิจฉัยในประเด็นที่ละเอียดอ่อนนี้ โดยการขีดเส้นแบ่งเขตอำนาจศาลระหว่างศาลยุติธรรมทั่วไปและศาลภาษีอากรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐและการติดตามทวงถามหนี้
คดีนี้มีที่มาจากการจัดสรรเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐตามพระราชกฤษฎีกา (d.lgs.) เลขที่ 185 ปี 2000 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการประกอบธุรกิจส่วนตัว ภายหลังจากการที่ผู้รับทุนถูกกล่าวหาว่าผิดนัดชำระหนี้ตามภาระผูกพันที่ได้ตกลงไว้ หน่วยงานผู้ให้ทุนจึงได้เริ่มกระบวนการเรียกคืนเงินกู้ ซึ่งนำไปสู่การออกหนังสือแจ้งเตือนการจดทะเบียนจำนองโดยหน่วยงานจัดเก็บภาษี ผู้รับทุนจึงได้ยื่นคำร้องคัดค้านการบังคับคดีตามมาตรา 615 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยโต้แย้งสิทธิในการดำเนินการดังกล่าว จึงเกิดปัญหาในการวินิจฉัยว่าศาลใดเป็นผู้มีเขตอำนาจในการตัดสินข้อพิพาทนี้
ข้อพิพาทเกี่ยวกับการคัดค้านตามมาตรา 615 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ต่อหนังสือแจ้งเตือนการจดทะเบียนจำนองที่ออกโดยหน่วยงานจัดเก็บภาษี (Agenzia delle Entrate-Riscossione) อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรมทั่วไป (ไม่ใช่ศาลภาษีอากร) ในกรณีที่หนี้ดังกล่าวไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการเรียกร้องทางภาษีของหน่วยงานรัฐ แต่เกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ตามภาระผูกพันของผู้รับทุนสนับสนุนตาม d.lgs. เลขที่ 185 ปี 2000 เนื่องจากเป็นคำร้องที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการบังคับคดีตามสัญญาเงินอุดหนุนและการผิดนัดชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในการอนุมัติเงินทุน โดยไม่เกี่ยวข้องกับความชอบด้วยกฎหมายของการใช้ดุลยพินิจของหน่วยงานผู้ให้ทุนในประเด็นว่าควรให้ทุนหรือไม่ ให้จำนวนเท่าใด และให้ในลักษณะใด
ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ชี้แจงว่า เมื่อข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการผิดนัดชำระหนี้ตามภาระผูกพันที่ผูกติดกับเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐที่ได้รับไปแล้ว เขตอำนาจศาลย่อมเป็นของศาลยุติธรรมทั่วไป โดยสามารถสรุปประเด็นสำคัญที่ศาลได้วางไว้ดังนี้:
แนวทางนี้สอดคล้องกับบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ผ่านมา (เช่น Cass. S.U. เลขที่ 1946 ปี 2024) ซึ่งเป็นการตอกย้ำหลักการที่ว่า ลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองและที่มาของหนี้จะเป็นตัวกำหนดเขตอำนาจศาล โดยไม่คำนึงถึงเครื่องมือในการจัดเก็บหนี้ที่นำมาใช้
คำวินิจฉัยนี้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่สำคัญสำหรับนักกฎหมายและผู้ประกอบการ ก่อนที่จะยื่นคำร้องคัดค้านหนังสือแจ้งเตือนการจดทะเบียนจำนอง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ที่มาของหนี้อย่างละเอียด หากข้อเรียกร้องนั้นเกิดจากการผิดสัญญาเงินกู้หรือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ การยื่นคำร้องคัดค้านจะต้องดำเนินการต่อหน้าศาลยุติธรรมทั่วไป เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทางกระบวนพิจารณาที่สิ้นเปลืองทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายต่อหน้าศาลภาษีอากร